Created in Canva
อารยธรรมอินเดียรายงานนางสาว นิธินันท ตาชั่ง จัดทําโดยเรื่องวิชาประวัติศาสตรครูผูสอน นายสุบรรณ พรมเสนา
คํานํานิธินันท ตาชั่ง ผูจัดทํา สมุดเลมเล็กเรื่อง อารยธรรมอินเดีย จัดทําขึ้นเพื่อศึกษาและรวบรวมความรูเกี่ยวกับอารยธรรมอินเดีย ซึ่ง เปนหนึ่งในอารยธรรมที่เกาแกและมีความเจริญรุงเรืองที่สุดของโลก อารยธรรมอินเดียมีประวัติความเปนมายา วนานกวา 4,000 ป เริ่มตนจากการตั้งถิ่นฐานบริเวณลุมแมนํ้าสินธุ กอนจะขยายความเจริญมายังลุมแมนํ้าคงคา จนเกิดการพัฒนาในดานการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม วิทยาศาสตร และ เทคโนโลยี สงผลใหอินเดียกลายเปนศูนยกลางของอารยธรรมที่มีอิทธิพลตอโลกตะวันออกและโลกในเวลาตอมา อารยธรรมอินเดียถือเปนตนกําเนิดของศาสนาสําคัญหลายศาสนา ไดแก ศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ ศาสนา เชน และศาสนาซิกข ซึ่งลวนมีหลักคําสอนที่สงเสริมการดําเนินชีวิตดวยคุณธรรม ความเมตตา ความเสียสละ และการอยูรวมกันอยางสันติ หลักคําสอนเหลานี้ไมไดสงผลเฉพาะตอชาวอินเดียเทานั้น แตยังแพรหลายไปยัง ประเทศตาง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปเอเชีย รวมถึงประเทศไทยที่ไดรับอิทธิพลอยางมากทั้งดานศาสนา ภาษา วรรณกรรม ศิลปกรรม ประเพณี และพระราชพิธีนอกจากนี้ ชาวอินเดียในสมัยโบราณยังมีความรูความ สามารถดานวิทยาศาสตรและคณิตศาสตรอยางนาทึ่ง เชน การคิดคนเลขศูนย ระบบตัวเลขฮินดู-อารบิก การ คํานวณทางดาราศาสตร การแพทยแผนโบราณหรืออายุรเวท รวมถึงการสรางเมืองที่มีการวางผังอยางเปน ระเบียบ มีระบบระบายนํ้าที่ทันสมัย และการกอสรางอาคารที่มีความแข็งแรง สิ่งเหลานี้แสดงใหเห็นถึงภูมิปญญา และความกาวหนาของชาวอินเดียในอดีต ซึ่งเปนพื้นฐานสําคัญของความรูในปจจุบัน การศึกษาอารยธรรมอินเดียทําใหเราเขาใจถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมมนุษยตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน ได เรียนรูถึงความสําคัญของศาสนา ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี การปกครอง การดําเนินชีวิต และความ สัมพันธระหวางมนุษยกับธรรมชาติ อีกทั้งยังชวยใหตระหนักถึงคุณคาของมรดกทางวัฒนธรรมที่ไดรับการ สืบทอดมาเปนเวลาหลายพันป ซึ่งยังคงมีอิทธิพลตอผูคนทั่วโลกจนถึงปจจุบันสมุดเลมเล็กฉบับนี้ไดรวบรวม เนื้อหาเกี่ยวกับความเปนมา ลักษณะทางภูมิศาสตร การกําเนิดอารยธรรมลุมแมนํ้าสินธุ เมืองสําคัญ การ ปกครอง ระบบวรรณะ ศาสนา ศิลปะ สถาปตยกรรม ภาษา วรรณกรรม วิทยาศาสตร คณิตศาสตร เศรษฐกิจ การคา บุคคลสําคัญ รวมถึงอิทธิพลของอารยธรรมอินเดียที่มีตอประเทศไทย เพื่อใหผูอานไดรับความรูที่ครบ ถวน เขาใจงาย และสามารถนําไปใชประกอบการเรียนหรือศึกษาคนควาเพิ่มเติมได ผูจัดทําหวังเปนอยางยิ่งวาสมุดเลมเล็กเรื่อง อารยธรรมอินเดีย เลมนี้ จะเปนประโยชนตอผูที่สนใจศึกษา ชวยเพิ่มพูนความรู ความเขาใจ และสรางความตระหนักถึงคุณคาและความสําคัญของอารยธรรมอินเดีย ซึ่งนับ เปนหนึ่งในรากฐานสําคัญของอารยธรรมโลก และเปนมรดกทางวัฒนธรรมอันลํ้าคาที่ควรศึกษา อนุรักษ และ สืบทอดตอไปในอนาคต
สารบัญคํานํา สารบัญ ความหมายของอารยธรรมอินเดีย ที่ตั้งทางภูมิศาสตร การกําเนิดอารยธรรมลุมแมนํ้าสินธุ เมืองฮารัปปาและโมเฮนโจดาโร ชาวอารยันและยุคพระเวท ระบบวรรณะ ศาสนาในอินเดีย การปกครองและจักรวรรดิสําคัญ ศิลปะและสถาปตยกรรม ภาษาและวรรณกรรม วิทยาศาสตรและคณิตศาสตร เศรษฐกิจและการคา อิทธิพลตอประเทศไทย ความสําคัญของอารยธรรมอินเดีย สรุป บรรณานุกรม ก ข 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16
ความหมายของอารยธรรมอินเดียอารยธรรมอินเดีย คือ อารยธรรมโบราณที่มีความเกาแกและมีความสําคัญที่สุดแหงหนึ่ง ของโลก มีจุดกําเนิดบริเวณลุมแมนํ้าสินธุ (Indus River) เมื่อประมาณ 2,500 ปกอน คริสตกาล หรือราว 4,500–5,000 ปกอน จากนั้นไดขยายความเจริญไปยังบริเวณลุมแมนํ้า คงคา ซึ่งเปนพื้นที่อุดมสมบูรณ เหมาะแกการตั้งถิ่นฐานและการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทําใหเกิดการพัฒนาทางดานเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรมอยางตอเนื่อง จน กลายเปนรากฐานสําคัญของอารยธรรมในเอเชียใต คําวา “อารยธรรม” หมายถึง ความเจริญของสังคมมนุษยในดานตาง ๆ เชน การปกครอง การตั้งถิ่นฐาน การเกษตร เศรษฐกิจ การคา ศาสนา ภาษา การศึกษา ศิลปะ สถาปตยกรรม วิทยาศาสตร เทคโนโลยี และการดําเนินชีวิตรวมกันอยางเปนระบบ ดังนั้น อารยธรรมอินเดีย จึงหมายถึงความเจริญของผูคนที่อาศัยอยูในอนุทวีปอินเดีย ซึ่งไดสรางสรรควัฒนธรรม ความรู และภูมิปญญาที่สืบทอดตอกันมาเปนเวลาหลายพันปอารยธรรมอินเดียมีลักษณะเดน คือการพัฒนาทางดานศาสนาและปรัชญา เปนแหลงกําเนิดของศาสนาสําคัญของโลก ไดแก ศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ ศาสนาเชน และศาสนาซิกข ซึ่งลวนมีอิทธิพลตอวิถีชีวิต ความเชื่อ และวัฒนธรรมของผูคนในหลายประเทศ นอกจากนี้ยังมีการสรางวรรณกรรมสําคัญ เชน มหา ภารตะ และ รามายณะ ซึ่งเปนวรรณกรรมที่ไดรับการยกยองและมีอิทธิพลตอวรรณคดีของ หลายชาติ รวมถึงประเทศไทย ในดานวิทยาศาสตรและคณิตศาสตร ชาวอินเดียโบราณไดคิดคน เลขศูนย (0) และพัฒนา ระบบตัวเลขฮินดู-อารบิก ซึ่งเปนระบบตัวเลขที่ใชกันทั่วโลกในปจจุบัน นอกจากนี้ยังมีความรู ดานดาราศาสตร การแพทยแผนโบราณ (อายุรเวท) และการคํานวณทางคณิตศาสตรที่ กาวหนาอยางมากเมื่อเทียบกับอารยธรรมรวมสมัย ดานการปกครอง อินเดียมีอาณาจักรและจักรวรรดิที่ยิ่งใหญหลายแหง เชน จักรวรรดิเมา รยะ และ จักรวรรดิคุปตะ ซึ่งมีบทบาทสําคัญในการรวมแผนดิน การพัฒนาเศรษฐกิจ การสง เสริมการศึกษา และการเผยแผศาสนา โดยเฉพาะในสมัยพระเจาอโศกมหาราชที่ทรงสนับสนุน พระพุทธศาสนาและสงคณะธรรมทูตไปเผยแผศาสนาในหลายดินแดน รวมถึงดินแดน สุวรรณภูมิอารยธรรมอินเดียยังมีอิทธิพลตอประเทศตาง ๆ ในเอเชียอยางกวางขวาง โดย เฉพาะประเทศไทย ซึ่งไดรับอิทธิพลดานศาสนา ภาษา วรรณกรรม ศิลปกรรม สถาปตยกรรม ประเพณี พระราชพิธี กฎหมาย และแนวคิดทางการปกครอง ทําใหเกิดการผสมผสานทาง วัฒนธรรมที่ยังคงปรากฏใหเห็นในสังคมไทยจนถึงปจจุบัน กลาวโดยสรุป อารยธรรมอินเดีย คืออารยธรรมที่มีความเจริญรุงเรืองในทุกดาน ทั้งดาน สังคม ศาสนา การเมือง เศรษฐกิจ ศิลปวัฒนธรรม วิทยาศาสตร และเทคโนโลยี เปนแหลง กําเนิดองคความรูและมรดกทางวัฒนธรรมที่สําคัญของโลก และเปนรากฐานของอารยธรรม ในหลายประเทศ ซึ่งยังคงสงอิทธิพลตอการดํารงชีวิตของผูคนมาจนถึงปจจุบัน
ที่ตั้งทางภูมิศาสตรอารยธรรมอินเดียตั้งอยูในบริเวณ อนุทวีปอินเดีย (Indian Subcontinent) ซึ่งอยูทางตอนใตของทวีปเอเชีย เปนพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณและมีสภาพ แวดลอมเหมาะสมตอการตั้งถิ่นฐานของมนุษยมาตั้งแตสมัยโบราณ จุดกําเนิดของ อารยธรรมอินเดียเริ่มขึ้นบริเวณ ลุมแมนํ้าสินธุ (Indus River) ซึ่งปจจุบันอยูใน ประเทศปากีสถานและทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย ตอมาเมื่อ ประชากรเพิ่มจํานวนขึ้น จึงขยายถิ่นฐานไปยัง ลุมแมนํ้าคงคา (Ganges River) ซึ่งเปนพื้นที่ที่มีดินอุดมสมบูรณและเหมาะแกการเพาะปลูก ทําใหเกิดเมืองใหญและ อาณาจักรสําคัญในเวลาตอมา ทาง ทิศเหนือ ของอินเดียมี เทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเปนเทือกเขาที่สูงที่สุดในโลก ทําหนาที่เปนกําแพงธรรมชาติ ชวยปองกันการรุกรานจากชนเผาทางตอนเหนือ และเปนแหลงกําเนิดของแมนํ้าสายสําคัญหลายสาย เชน แมนํ้าสินธุ แมนํ้าคงคา และแมนํ้าพรหมบุตร เทือกเขาหิมาลัยยังชวยกักเก็บหิมะและเปนแหลงตนนํ้าที่หลอ เลี้ยงผูคนและพื้นที่เกษตรกรรมตลอดทั้งป ทาง ทิศใต ติดกับ มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเปนเสนทางการคาทางทะเลที่สําคัญใน สมัยโบราณ ทําใหอินเดียสามารถติดตอคาขายกับดินแดนตาง ๆ เชน อียิปต เมโส โปเตเมีย เปอรเซีย จีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต สงผลใหเกิดการแลกเปลี่ยน สินคา ความรู และวัฒนธรรมระหวางกันทาง ทิศตะวันตก ติดกับ ทะเลอาหรับ ซึ่ง เปนเสนทางเดินเรือสําคัญสําหรับการคากับดินแดนตะวันออกกลางและทวีป แอฟริกา สวนทาง ทิศตะวันออก ติดกับ อาวเบงกอล ซึ่งเปนเสนทางการคา สําคัญกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต เชน ไทย เมียนมา กัมพูชา และ อินโดนีเซีย
การกําเนิดอารยธรรมลุมแมนํ้าสินธุอารยธรรมลุมแมนํ้าสินธุ (Indus Valley Civilization) เปนอารยธรรมโบราณที่เกา แกที่สุดของอินเดีย และเปนหนึ่งในอารยธรรมยุคแรกของโลก รวมกับอารยธรรมเมโสโป เตเมีย อียิปต และจีน อารยธรรมแหงนี้เริ่มเจริญรุงเรืองประมาณ 2,500 ปกอน คริสตกาล ในบริเวณลุมแมนํ้าสินธุ ซึ่งปจจุบันอยูในประเทศปากีสถานและทางตะวันตก เฉียงเหนือของประเทศอินเดีย การเกิดขึ้นของอารยธรรมลุมแมนํ้าสินธุมีสาเหตุสําคัญมาจากสภาพภูมิประเทศที่ เหมาะสมตอการตั้งถิ่นฐาน แมนํ้าสินธุเปนแมนํ้าสายใหญที่มีนํ้าไหลตลอดป และทุกปจะ เกิดนํ้าทวมตามธรรมชาติ เมื่อนํ้าลดลงจะทิ้งตะกอนดินที่อุดมไปดวยแรธาตุ ทําใหพื้นที่ สองฝงแมนํ้าเหมาะสําหรับการเพาะปลูก ชาวบานจึงสามารถปลูกขาวสาลี ขาวบารเลย ถั่ว งา และฝายไดอยางอุดมสมบูรณ สงผลใหมีอาหารเพียงพอสําหรับประชากรที่เพิ่มขึ้ นเมื่อผลผลิตทางการเกษตรมีจํานวนมาก ผูคนจึงเริ่มตั้งถิ่นฐานอยางถาวร เกิดเปน หมูบานและพัฒนาเปนเมืองขนาดใหญ มีการแบงหนาที่กันทํางาน เชน เกษตรกร ชาง ฝมือ พอคา และผูปกครอง ทําใหสังคมมีความเปนระเบียบและซับซอนมากขึ้น นอกจาก นี้ยังมีการเลี้ยงสัตว เชน โค ควาย แพะ แกะ และชาง เพื่อใชในการเกษตร การขนสง และเปนแหลงอาหาร เมืองสําคัญของอารยธรรมลุมแมนํ้าสินธุ ไดแก ฮารัปปา (Harappa) และ โมเฮนโจ ดาโร (Mohenjo-daro) ซึ่งไดรับการยกยองวาเปนเมืองที่มีการวางผังอยางเปนระบบ ถนนถูกสรางเปนแนวตรงตัดกันเปนมุมฉาก บานเรือนสรางดวยอิฐเผาที่มีขนาด มาตรฐาน มีระบบระบายนํ้าใตดิน หองอาบนํ้าสาธารณะ บอนํ้าประจําบาน คลังเก็บ ธัญพืช และอาคารสาธารณะตาง ๆ แสดงใหเห็นถึงความกาวหนาดานวิศวกรรม สถาปตยกรรม และการบริหารเมือง ดานเศรษฐกิจ ชาวลุมแมนํ้าสินธุมีการคาขายทั้งภายในและกับดินแดนอื่น เชน เมโส โปเตเมีย เปอรเซีย และอาวอาหรับ โดยใชสินคาประเภทผาฝาย เครื่องปนดินเผา ลูกปด อัญมณี งาชาง และโลหะ ทําใหเศรษฐกิจมีความมั่งคั่งและเมืองตาง ๆ เจริญเติบโตอยาง รวดเร็ว
เมืองฮารับปาและโมเฮนโจดาโรเมือง ฮารัปปา (Harappa) และ โมเฮนโจดาโร (Mohenjo-daro) เปนเมืองสําคัญของ อารยธรรมลุมแมนํ้าสินธุ และนับเปนศูนยกลางความเจริญของอารยธรรมอินเดียในสมัย โบราณ ทั้งสองเมืองไดรับการยกยองวาเปนตัวอยางของการวางผังเมืองที่กาวหนาที่สุดแหง หนึ่งของโลกในยุคนั้น เนื่องจากมีการออกแบบเมืองอยางเปนระเบียบ มีระบบสาธารณูปโภคที่ ทันสมัย และสะทอนถึงความสามารถของผูคนในดานวิศวกรรม สถาปตยกรรม และการ บริหารจัดการเมือง เมืองฮารัปปา (Harappa)เมืองฮารัปปาตั้งอยูริมแมนํ้าราวี ซึ่งเปนแมนํ้าสาขาของแมนํ้า สินธุ ปจจุบันอยูในแควนปญจาบ ประเทศปากีสถาน เมืองนี้ถูกคนพบในป พ.ศ. 2464 (ค.ศ. 1921) โดยนักโบราณคดีชาวอินเดีย ทําใหโลกไดรับรูถึงการมีอยูของอารยธรรมลุมแมนํ้า สินธุ ฮารัปปาเปนเมืองที่มีขนาดใหญ มีการวางผังเมืองเปนระเบียบ ถนนตัดกันเปนมุมฉาก บานเรือนสรางดวยอิฐเผาที่มีขนาดมาตรฐาน มีระบบระบายนํ้าที่ดี และมีบอนํ้าสําหรับใชใน ครัวเรือนแทบทุกหลัง แสดงใหเห็นวาชาวเมืองใหความสําคัญกับสุขอนามัยและการดํารงชีวิต ที่เปนระเบียบ เมืองโมเฮนโจดาโร (Mohenjo-daro)เมืองโมเฮนโจดาโร (Mohenjo-daro) เมืองโมเฮนโจดาโรตั้งอยูริมแมนํ้าสินธุ ในแควนสินธ ประเทศปากีสถาน ชื่อ “โมเฮนโจดา โร” มีความหมายวา “เนินแหงผูตาย” เมืองนี้ถูกคนพบในป พ.ศ. 2465 (ค.ศ. 1922) และได รับการยกยองใหเปนหนึ่งในเมืองโบราณที่มีการวางผังเมืองดีที่สุดแหงหนึ่งของโลก เมืองโมเฮนโจดาโรมีถนนกวางและตรง แบงเปนยานที่อยูอาศัย ยานการคา และพื้นที่ สาธารณะ บานเรือนสวนใหญสรางดวยอิฐเผา มีตั้งแต 1–2 ชั้น หลายหลังมีหองนํ้าและระบบ ระบายนํ้าเชื่อมตอกับทอระบายนํ้าหลักของเมือง ซึ่งถือวาเปนระบบสุขาภิบาลที่กาวหนามาก เมื่อเทียบกับอารยธรรมรวมสมัยสิ่งกอสรางที่โดดเดนที่สุดคือ สระอาบนํ้าใหญ (Great Bath) ซึ่งเปนสระนํ้าขนาดใหญสรางดวยอิฐเผาและฉาบดวยยางมะตอยเพื่อปองกันนํ้ารั่ว เชื่อวาใชประกอบพิธีกรรมทางศาสนาหรือการชําระลางรางกายกอนประกอบพิธีสําคัญ นอกจากนี้ยังพบคลังเก็บธัญพืช อาคารประชุม บอนํ้าสาธารณะ เครื่องปนดินเผา เครื่องประดับ เครื่องมือโลหะ และรูปปนสําริดที่มีชื่อเสียง เชน รูปปนหญิงนักเตน (Dancing Girl) และ รูปปนนักบวช (Priest King) ซึ่งสะทอนถึงความสามารถดานศิลปกรรมของชาว ลุมแมนํ้าสินธุ
ชาวอารยันและยุคพระเวทหลังจากอารยธรรมลุมแมนํ้าสินธุเริ่มเสื่อมลงประมาณ 1,900 ปกอนคริสตกาล ไดมีกลุมชนที่ เรียกวา ชาวอารยัน (Aryans) อพยพเขามายังอนุทวีปอินเดียจากบริเวณเอเชียกลาง ผานชองเขา ไคเบอร (Khyber Pass) และเขามาตั้งถิ่นฐานบริเวณลุมแมนํ้าสินธุ กอนจะขยายอํานาจไปยังลุม แมนํ้าคงคา ชาวอารยันนําภาษา วัฒนธรรม ความเชื่อ และรูปแบบการปกครองของตนเขามา สงผล ใหเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญในประวัติศาสตรอินเดีย และเปนจุดเริ่มตนของ ยุคพระเวท (Vedic Age)ชาวอารยันเปนชนเผาที่มีความสามารถในการเลี้ยงสัตว โดยเฉพาะวัวและมา และมีความ ชํานาญในการใชรถศึกที่ลากดวยมา เมื่อเขามาในอินเดีย พวกเขาไดตั้งถิ่นฐานเปนหมูบานและคอย ๆ ขยายอํานาจไปยังพื้นที่ตาง ๆ จนกลายเปนชนกลุมใหญในอินเดียตอนเหนือ ในระยะแรก ชาวอารยันประกอบอาชีพเลี้ยงสัตวเปนหลัก ตอมาจึงเริ่มทําเกษตรกรรม ปลูกขาว สาลี ขาวบารเลย และเมื่อเขาสูลุมแมนํ้าคงคา ก็เริ่มปลูกขาวมากขึ้น ทําใหเกิดชุมชนขนาดใหญและ พัฒนาเปนเมืองตาง ๆการอพยพของชาวอารยันชาวอารยันเปนชนเผาที่มีความสามารถในการเลี้ยง สัตว โดยเฉพาะวัวและมา และมีความชํานาญในการใชรถศึกที่ลากดวยมา เมื่อเขามาในอินเดีย พวก เขาไดตั้งถิ่นฐานเปนหมูบานและคอย ๆ ขยายอํานาจไปยังพื้นที่ตาง ๆ จนกลายเปนชนกลุมใหญใน อินเดียตอนเหนือ ยุคพระเวท ยุคพระเวทมีอายุประมาณ 1,500–600 ปกอนคริสตกาล เปนชวงเวลาที่ชาวอารยันสราง รากฐานสําคัญของอารยธรรมอินเดีย ทั้งดานศาสนา ภาษา สังคม และการเมือง คําวา “พระเวท” มาจากคําวา Veda ซึ่งแปลวา “ความรู” หรือ “ปญญา” พระเวทเปนคัมภีร ศักดิ์สิทธิ์ที่แตงขึ้นเปนภาษาสันสกฤต โดยถายทอดจากรุนสูรุนดวยการทองจํา กอนจะมีการบันทึก เปนลายลักษณอักษรในภายหลัง พระเวทถือเปนคัมภีรสําคัญที่สุดของศาสนาพราหมณ-ฮินดู และเปนหลักฐานสําคัญที่ชวยใหทราบ ถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ และวัฒนธรรมของชาวอารยันคัมภีรพระเวททั้ง 4 1. ฤคเวท (Rigveda) เปนคัมภีรที่เกาแกที่สุด ประกอบดวยบทสวดสรรเสริญเทพเจาตาง ๆ เชน พระอินทร พระอัคนี และพระวรุณ ใชในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา 2. ยชุรเวท (Yajurveda) รวบรวมบทสวดและคํากลาวที่ใชในการประกอบพิธีบูชายัญ อธิบายขั้นตอนการประกอบ พิธีกรรมตาง ๆ 3. สามเวท (Samaveda) เปนคัมภีรเกี่ยวกับบทสวดที่ใชขับรองในพิธีกรรม มีทํานองคลายบทเพลง ถือเปนตนกําเนิดของ ดนตรีอินเดียโบราณ 4. อาถรรพเวท (Atharvaveda) รวบรวมคาถา บทสวดเกี่ยวกับการรักษาโรค การปองกันภัย และพิธีกรรมในชีวิตประจําวัน
ระบบวรรณะระบบวรรณะ คือ ระบบการแบงชนชั้นทางสังคมของอินเดียโบราณ ซึ่งเริ่มเกิดขึ้นในสมัยที่ชาวอารยันเขา มาตั้งถิ่นฐานในอินเดีย ชาวอารยันแบงผูคนออกเปนกลุมตาง ๆ ตามหนาที่ อาชีพ และฐานะทางสังคม เพื่อ ใหการปกครองและการดําเนินชีวิตเปนระเบียบมากขึ้น ตอมาระบบนี้กลายเปนสวนหนึ่งของความเชื่อในศาสนา พราหมณ-ฮินดู และมีอิทธิพลตอสังคมอินเดียเปนเวลาหลายพันป ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ วรรณะทั้ง 4 เกิดจากสวนตาง ๆ ของพระพรหม จึงถือวาแตละวรรณะ มีหนาที่แตกตางกัน ไดแก 1. วรรณะพราหมณ วรรณะพราหมณถือเปนวรรณะสูงสุด มีหนาที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ศึกษาและสอนคัมภีรพระเวท เปน ที่ปรึกษาของกษัตริย และทําหนาที่ดูแลเรื่องศาสนาและจริยธรรมของสังคม ชาวพราหมณไดรับความเคารพ จากประชาชน เพราะเชื่อวาเปนผูใกลชิดกับเทพเจาหนาที่สําคัญ • ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา • ศึกษาและสอนคัมภีรพระเวท • เปนครู นักปราชญ และที่ปรึกษาของกษัตริย • ดูแลศาสนาและประเพณี 2. วรรณะกษัตริย วรรณะกษัตริยเปนชนชั้นผูปกครอง มีหนาที่บริหารบานเมือง ปองกันประเทศ ดูแลความสงบเรียบรอย และ อํานวยความยุติธรรมแกประชาชน สมาชิกในวรรณะนี้ประกอบดวยพระมหากษัตริย เชื้อพระวงศ นักรบ และ ขุนนาง หนาที่สําคัญ • ปกครองประเทศ • ออกกฎหมาย * ปองกันประเทศ • รักษาความสงบเรียบรอย • ดูแลความเปนอยูของประชาชน3. วรรณะแพศย 3. วรรณะแพศย วรรณะแพศยเปนชนชั้นผูผลิตและผูประกอบอาชีพดานเศรษฐกิจ มีหนาที่ทําการเกษตร เลี้ยงสัตว คาขาย และ ผลิตสินคา เปนกําลังสําคัญในการสรางรายไดและความมั่งคั่งใหกับประเทศ หนาที่สําคัญ • ทําการเกษตร • คาขาย • เลี้ยงสัตว • ผลิตสินคา • เสียภาษีใหรัุ4. วรรณะศูทร
ศาสนาอินเดียประเทศอินเดียไดรับการยกยองวาเปน “ดินแดนแหงศาสนา” เนื่องจากเปนแหลงกําเนิดของศาสนาสําคัญของโลกหลายศาสนา ไดแก ศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ ศาสนาเชน และศาสนาซิกข นอกจากนี้ ยังเปนประเทศที่ประชาชนหลากหลายศาสนาอยูรวมกัน เชน ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต ศาสนา โซโรอัสเตอร และศาสนายูดาย ทําใหอินเดียเปนประเทศที่มีความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรมอยางมาก ศาสนาในอินเดียมีบทบาทสําคัญตอวิถีชีวิต ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี การเมือง การปกครอง ศิลปะ สถาปตยกรรม วรรณกรรม และการ ดําเนินชีวิตของประชาชนมาตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน1. ศาสนาฮินดู ศาสนาฮินดูเปนศาสนาที่เกาแกที่สุดของอินเดีย และมีผูนับถือมากที่สุดในประเทศ มีตนกําเนิดมาจากศาสนาพราหมณในยุคพระเวท กอนจะพัฒนาเปน ศาสนาฮินดูในเวลาตอมา ศาสนาฮินดูไมมีผูกอตั้งเพียงคนเดียว แตเกิดจากการผสมผสานของความเชื่อและพิธีกรรมของชาวอารยันกับความเชื่อของชนพื้นเมือง หลักความเชื่อสําคัญ ไดแก • เชื่อในพระเจาหลายองค แตถือวาเปนพลังสูงสุดเดียวกัน • เชื่อเรื่องกรรมและผลของกรรม • เชื่อเรื่องการเวียนวายตายเกิด • เชื่อวาการหลุดพนจากการเวียนวายตายเกิด (โมกษะ) คือเปาหมายสูงสุดของชีวิตเทพเจาสําคัญ ไดแก • พระพรหม เทพผูสราง • พระวิษณุ เทพผูรักษาโลก • พระศิวะ เทพผูทําลายเพื่อการสรางใหม • พระพิฆเนศ เทพแหงปญญาและความสําเร็จ • พระลักษมี เทพีแหงโชคลาภและความมั่งคั่ง คัมภีรสําคัญของศาสนาฮินดู ไดแก พระเวท อุปนิษัท มหาภารตะ รามายณะ และภควัทคีตา 2. ศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธกอตั้งโดย เจาชายสิทธัตถะ โคตมะ ซึ่งตอมาทรงตรัสรูเปน พระพุทธเจา เมื่อประมาณ 2,500 ปกอน พระองคทรงสอนใหมนุษยใชปญญาในการดําเนินชีวิต และแสวงหาความหลุดพนจากความทุกขหลักธรรมสําคัญ ไดแก • อริยสัจ 4 • มรรคมีองค 8 • ไตรลักษณ • กฎแหงกรรม • การทําความดี ละเวนความชั่ว และทําจิตใจใหบริสุทธิ์ ในสมัยพระเจาอโศกมหาราช พระพุทธศาสนาไดรับการสนับสนุนอยางมาก และมีการสงคณะธรรมทูตไปเผยแผยังประเทศตาง ๆ เชน ศรีลังกา ไทย เมียนมา จีน และประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย 3. ศาสนาเชน ศาสนาเชนกอตั้งโดย พระมหาวีระ ซึ่งเปนศาสดาองคที่ 24 ของศาสนาเชน ศาสนาเชนใหความสําคัญกับการไมเบียดเบียนสิ่งมีชีวิต (อหิงสา) และการดําเนินชีวิตอยางเรียบงายหลักคําสอนสําคัญ ไดแก • ไมฆาสัตว • ไมพูดเท็จ • ไมลักขโมย • ไมประพฤติผิดในกาม • ไมยึดติดในทรัพยสิน ชาวเชนจํานวนมากรับประทานอาหารมังสวิรัติ เพราะเชื่อวาการฆาสัตวเปนบาป
การปกครองและจักรวรรดิสําคัญการปกครองของอินเดียโบราณมีพัฒนาการอยางตอเนื่อง จากการปกครองแบบหมูบานและชนเผา ในสมัยแรก คอย ๆ พัฒนาเปนแควน อาณาจักร และจักรวรรดิขนาดใหญ เมื่อประชากรเพิ่มขึ้นและ เมืองตาง ๆ มีความเจริญมากขึ้น การปกครองจึงมีความเปนระบบและซับซอนกวาเดิม โดยมีกษัตริย เปนประมุขสูงสุด และมีขุนนาง นักบวช และเจาหนาที่ของรัฐชวยบริหารบานเมืองในยุคพระเวท ชาว อารยันแบงการปกครองออกเปนแควนเล็ก ๆ แตละแควนมีกษัตริยเปนผูปกครอง และมีสภาผูอาวุโสให คําปรึกษา ตอมาแควนตาง ๆ ไดขยายอํานาจและรวมตัวกัน จนเกิดเปนอาณาจักรและจักรวรรดิที่ยิ่ง ใหญหลายแหง ซึ่งมีบทบาทสําคัญตอการพัฒนาอารยธรรมอินเดีย1. จักรวรรดิเมารยะ (Maurya Empire) จักรวรรดิเมารยะเปนจักรวรรดิที่ยิ่งใหญแหงแรกของอินเดีย กอตั้งขึ้นประมาณ 321 ปกอน คริสตกาล โดย พระเจาจันทรคุปต เมารยะ (Chandragupta Maurya) พระองคทรงรวบรวมแควนตาง ๆ ใหเปนอาณาจักรเดียว และขับไลกองทัพของกรีกที่เขามามีอิทธิพลในอินเดีย ทําใหประเทศเกิดความ มั่นคงและเปนปกแผนพระเจาจันทรคุปตทรงจัดตั้งระบบการบริหารราชการที่มีประสิทธิภาพ แบงการ ปกครองออกเปนมณฑล มีขาราชการดูแลดานตาง ๆ เชน การเก็บภาษี การทหาร การเกษตร และการ คา นอกจากนี้ยังสรางถนน ระบบชลประทาน และสงเสริมการคาภายในและตางประเทศ ทําใหเศรษฐกิจ ของจักรวรรดิเจริญรุงเรืองพระเจาอโศกมหาราช กษัตริยที่มีชื่อเสียงที่สุดของจักรวรรดิเมารยะคือ พระเจาอโศกมหาราช (Ashoka the Great) พระองคทรงครองราชยประมาณ 268–232 ปกอนคริสตกาล ในชวงแรกทรงเปนนักรบที่เกงกาจและ ขยายอาณาจักรดวยการทําสงครามหลังจากสงครามแควนกลิงคะ ซึ่งมีผูเสียชีวิตเปนจํานวนมาก พระองคทรงสลดพระทัย จึงหันมานับถือพระพุทธศาสนาและปกครองบานเมืองดวยหลักธรรม ไมเนน การใชกําลัง แตสงเสริมสันติภาพ ความเมตตา และความยุติธรรมพระองคทรงสรางวัด สถูป และเสา หินจารึกพระธรรมคําสอน รวมทั้งสงคณะธรรมทูตไปเผยแผพระพุทธศาสนาในหลายประเทศ เชน ศรี ลังกา เมียนมา ไทย กัมพูชา และดินแดนอื่น ๆ ในเอเชีย ทําใหพระพุทธศาสนาแพรหลายอยางกวาง ขวางความสําคัญของจักรวรรดิเมารยะ • รวมอินเดียใหเปนอาณาจักรเดียวเปนครั้งแรก • วางรากฐานการปกครองแบบรวมศูนย • สงเสริมเศรษฐกิจ การคา และการเกษตร • สนับสนุนพระพุทธศาสนา • เผยแผพระพุทธศาสนาไปยังประเทศตาง ๆ • สรางเสาอโศกและสถูปจํานวนมาก จักรวรรดิคุปตะ (Gupta Empire) จักรวรรดิคุปตะกอตั้งขึ้นประมาณ ค.ศ. 320 โดย พระเจาจันทรคุปตที่ 1 และรุงเรืองที่สุดในสมัย พระเจาจันทรคุปตที่ 2 นักประวัติศาสตรเรียกยุคนี้วา “ยุคทองของอารยธรรมอินเดีย” เพราะมีความ เจริญในแทบทุกดานในสมัยคุปตะ บานเมืองมีความสงบ ประชาชนมีความเปนอยูที่ดี การคาเจริญ รุงเรือง และรัฐบาลสงเสริมการศึกษา ศิลปะ วรรณกรรม วิทยาศาสตร และคณิตศาสตร
ศิลปะและสถาปตยกรรมศิลปะและสถาปตยกรรมของอารยธรรมอินเดียเปนผลงานที่สะทอนถึงความเจริญรุงเรือง ความเชื่อ และวิถีชีวิตของชาวอินเดียในแตละยุคสมัย โดยไดรับอิทธิพลจากศาสนาเปนสําคัญ ไมวาจะเปนศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ และศาสนาเชน ศิลปกรรมของอินเดียจึงมักสรางขึ้นเพื่อใชในพิธีกรรมทางศาสนา การเผยแผ คําสอน และการแสดงถึงความศรัทธาของผูคนศิลปะอินเดียมีความโดดเดนในดานความประณีต ความ งดงาม และการสื่อความหมายเชิงศาสนา ทั้งดานประติมากรรม จิตรกรรม และสถาปตยกรรม ผลงาน เหลานี้มีอิทธิพลตอศิลปะของหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ⸻ 1. ศิลปกรรมในสมัยอารยธรรมลุมแมนํ้าสินธุ ในสมัยอารยธรรมลุมแมนํ้าสินธุ ชาวอินเดียสามารถสรางผลงานศิลปะไดอยางประณีต แมจะเปน อารยธรรมที่เกาแกกวา 4,000 ปแลวก็ตาม มีการคนพบผลงานสําคัญ เชน * รูปปนสําริด หญิงนักเตน (Dancing Girl) ซึ่งแสดงใหเห็นถึงความสามารถในการหลอโลหะ * รูปปน นักบวช (Priest King) ที่สะทอนถึงการแตงกายและฐานะของชนชั้นสูง * ตราประทับหินที่แกะสลักรูปสัตว เชน วัว ควาย ชาง แรด และเสือ พรอมอักษรโบราณ * เครื่องปนดินเผา เครื่องประดับ และลูกปดที่มีลวดลายสวยงาม ผลงานเหลานี้แสดงใหเห็นวาชาวลุมแมนํ้าสินธุมีฝมือดานงานชางและศิลปกรรมที่กาวหนามาก ⸻ 2. ศิลปะในสมัยพระพุทธศาสนา เมื่อพระพุทธศาสนาเจริญรุงเรือง โดยเฉพาะในสมัยพระเจาอโศกมหาราช ไดมีการสรางงานศิลปกรรม จํานวนมากเพื่อเผยแผพระพุทธศาสนา ลักษณะเดน ไดแก * การสรางพระพุทธรูป * การสรางสถูปเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ * การแกะสลักเสาหินและภาพนูนตํ่า * การสรางวัดและอาราม ศิลปะในยุคนี้เนนความสงบ ความเมตตา และความเรียบงาย สะทอนคําสอนของพระพุทธศาสนา
ภาษาและวรรณกรรมภาษาและวรรณกรรมของอารยธรรมอินเดียเปนมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณคาและมีอิทธิพลตอโลก อยางมาก อินเดียเปนแหลงกําเนิดของภาษาโบราณหลายภาษา และมีวรรณกรรมที่ไดรับการยกยองวา เปนผลงานชิ้นเอกของโลก วรรณกรรมเหลานี้สะทอนใหเห็นถึงความเชื่อ ศาสนา ปรัชญา ประวัติศาสตร และวิถีชีวิตของชาวอินเดียในแตละยุคสมัย นอกจากนี้ยังสงอิทธิพลตอวรรณกรรม ศิลปะ และวัฒนธรรม ของหลายประเทศในเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย ⸻ 1. ภาษาของอารยธรรมอินเดีย อินเดียเปนประเทศที่มีภาษาหลากหลาย แตภาษาที่มีความสําคัญตออารยธรรมอินเดียมากที่สุด คือ ภาษาสันสกฤต และ ภาษาบาลีภาษาสันสกฤตภาษาสันสกฤตเปนภาษาโบราณของชาวอารยัน มีอายุ หลายพันป และไดรับการยกยองวาเปนภาษาศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดู ใชบันทึกคัมภีรพระเวท คัมภีรอุ ปนิษัท มหากาพย และตําราวิชาการตาง ๆ ภาษาสันสกฤตมีลักษณะเดน คือ • มีไวยากรณที่เปนระบบ • ใชคําศัพทที่สละสลวยและมีความหมายลึกซึ้ง • ใชในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา • เปนภาษาของนักปราชญและนักบวช ภาษาสันสกฤตยังเปนตนกําเนิดของภาษาอินเดียหลายภาษา เชน ภาษาฮินดี ภาษาเบงกาลี ภาษามราฐี และมีอิทธิพลตอภาษาไทย โดยเฉพาะคําราชาศัพท คําทางศาสนา และคําที่ใชในวรรณคดีภาษาบาลี ภาษาบาลีเปนภาษาที่ใชเผยแผพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะนิกายเถรวาท พระไตรปฎกและคําสอนของ พระพุทธเจาสวนใหญไดรับการบันทึกไวเปนภาษาบาลี ภาษาบาลีมีความสําคัญตอประเทศไทยอยางมาก เพราะใชในการศึกษาพระพุทธศาสนา การสวดมนต และพิธีกรรมทางศาสนา คําศัพทภาษาไทยจํานวนมากมีรากศัพทมาจากภาษาบาลี เชน • ปญญา • ศีล • ธรรม • บุญ • กรรม • สมาธิ • นิพพาน
วิทยาศาสตรและคณิตศาสตรอารยธรรมอินเดียเปนหนึ่งในอารยธรรมที่มีความกาวหนาทางดาน วิทยาศาสตรและคณิตศาสตร มาก ที่สุดในโลกโบราณ ชาวอินเดียไดสรางองคความรูและคิดคนสิ่งสําคัญหลายอยางที่ยังคงใชมาจนถึง ปจจุบัน เชน เลขศูนย (0) ระบบตัวเลขฮินดู-อารบิก การคํานวณทางคณิตศาสตร ดาราศาสตร การ แพทย และโลหะวิทยา ความรูเหลานี้มีอิทธิพลตอการพัฒนาวิทยาศาสตรของโลกในเวลาตอมา และเปน รากฐานสําคัญของวิทยาการสมัยใหม ⸻ 1. ความกาวหนาทางคณิตศาสตร ชาวอินเดียโบราณมีความสามารถดานคณิตศาสตรอยางโดดเดน และไดคิดคนหลักการที่สําคัญหลาย ประการ การคิดคนเลขศูนย (0) ผลงานที่สําคัญที่สุดของชาวอินเดียคือ การคิดคนเลขศูนย (0) ซึ่งถือเปนการคนพบที่ยิ่งใหญของโลก เพราะทําใหการคํานวณเปนระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เลขศูนยใชแทนจํานวนที่ไมมีคา และเปนพื้น ฐานของระบบตัวเลขที่ใชกันทั่วโลกในปจจุบันระบบตัวเลขฮินดู-อารบิกชาวอินเดียเปนผูพัฒนาระบตัวเลข 0–9 หรือที่เรียกวา ระบบตัวเลขฮินดู-อารบิก ตอมาชาวอาหรับไดนําระบบนี้ไปเผยแพรในยุโรป จนกลาย เปนระบบตัวเลขมาตรฐานที่ใชทั่วโลก พีชคณิตและเรขาคณิต นักคณิตศาสตรอินเดียมีความรูดานพีชคณิต เรขาคณิต และตรีโกณมิติ สามารถแกสมการ คํานวณ พื้นที่ ปริมาตร และมุมตาง ๆ ไดอยางแมนยํา ความรูเหลานี้ถูกนําไปใชในการกอสราง การสํารวจ และ ดาราศาสตร2. นักคณิตศาสตรสําคัญ อารยภัฏ (Aryabhata) อารยภัฏเปนนักคณิตศาสตรและนักดาราศาสตรผูมีชื่อเสียงในคริสตศตวรรษที่ 5 ผลงานสําคัญของเขา ไดแก • คํานวณคาของ π (พาย) ไดใกลเคียงคาจริง • อธิบายวาการหมุนรอบตัวเองของโลกเปนสาเหตุของการเกิดกลางวันและกลางคืน • คํานวณการเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคาไดอยางถูกตอง • พัฒนาวิธีคํานวณทางคณิตศาสตรหลายรูปแบบ พรหมคุปตะ (Brahmagupta) พรหมคุปตะเปนผูพัฒนาหลักการคํานวณเกี่ยวกับเลขศูนยและจํานวนลบ เขาไดอธิบายกฎการบวก ลบ คูณ และหารที่เกี่ยวของกับเลขศูนย ซึ่งเปนพื้นฐานสําคัญของคณิตศาสตรในปจจุบัน
เศรษฐกิจและการคาเศรษฐกิจและการคาของอารยธรรมอินเดียเปนปจจัยสําคัญที่ทําใหอินเดียเจริญรุงเรืองมาตั้งแตสมัย โบราณ เนื่องจากอินเดียมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ พื้นที่เพาะปลูกกวางใหญ และตั้งอยูบนเสน ทางการคาระหวางเอเชีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ทําใหสามารถพัฒนาเศรษฐกิจทั้งดานเกษตรกรรม หัตถกรรม อุตสาหกรรม และการคาระหวางประเทศไดอยางกวางขวาง 1. การเกษตร การเกษตรเปนอาชีพหลักของชาวอินเดียมาตั้งแตสมัยอารยธรรมลุมแมนํ้าสินธุ เพราะพื้นที่ริมแมนํ้าสินธุ และแมนํ้าคงคามีดินที่อุดมสมบูรณ เหมาะแกการเพาะปลูก พืชเศรษฐกิจสําคัญ ไดแก • ขาว • ขาวสาลี • ขาวบารเลย • ออย • ฝาย • งา • ถั่ว • เครื่องเทศ เชน พริกไทย ขมิ้น กระวาน และอบเชยอยางตอเนื่อง 2. การคาระหวางประเทศ อินเดียเปนศูนยกลางการคาระหวางเอเชีย แอฟริกา และยุโรป เพราะตั้งอยูบนเสนทางการคาทั้งทางบก และทางทะเล ประเทศที่คาขายดวย ไดแก • เมโสโปเตเมีย • เปอรเซีย • อียิปต • จีน • ศรีลังกา • เอเชียตะวันออกเฉียงใต • จักรวรรดิโรมัน การคาทางทะเลผานมหาสมุทรอินเดียชวยใหอินเดียติดตอกับดินแดนตาง ๆ ไดสะดวก สงผลใหเศรษฐกิจ เจริญรุงเรือง
อิทธิพลตอประเทศไทยอารยธรรมอินเดียมีอิทธิพลตอประเทศไทยอยางมาก ผานการคาขาย การเผยแผศาสนา และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ทําใหไทยไดรับอิทธิพล ในหลายดาน ดังนี้ 1. ดานศาสนา พระพุทธศาสนาเผยแผจากอินเดียมายังประเทศไทย และกลายเปนศาสนา หลักของคนไทย นอกจากนี้ ยังไดรับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ-ฮินดู ในพระราชพิธีและความเชื่อตาง ๆ 2. ดานภาษา ภาษาไทยไดรับคําศัพทจากภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตจํานวนมาก โดย เฉพาะคําทางศาสนา ราชาศัพท และคําวิชาการ 3. ดานศิลปะและสถาปตยกรรม ไทยไดรับอิทธิพลในการสรางวัด พระพุทธรูป พระเจดีย รวมถึงลวดลาย ประดับและงานประติมากรรม 4. ดานวรรณกรรม วรรณคดีไทย เชน รามเกียรติ์ ไดรับอิทธิพลจากมหากาพย รามายณะ ของอินเดีย 5. ดานประเพณีและวัฒนธรรม ประเพณีหลายอยาง เชน สงกรานต พิธีแตงงาน และพระราชพิธีตาง ๆ มี ตนแบบจากวัฒนธรรมอินเดีย
ความสําคัญของอารยธรรมอินเดียอารยธรรมอินเดียเปนหนึ่งในอารยธรรมที่เกาแกและสําคัญของโลก มีบทบาทในการพัฒนาดานศาสนา วัฒนธรรม วิทยาศาสตร และ การปกครอง อีกทั้งยังสงอิทธิพลตอประเทศตาง ๆ ในเอเชีย รวมถึง ประเทศไทย ความสําคัญของอารยธรรมอินเดีย 1. เปนแหลงกําเนิดของศาสนาสําคัญ ไดแก ศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ ศาสนาเชน และศาสนาซิกข 2. เปนตนกําเนิดวรรณกรรมสําคัญ เชน พระเวท รามายณะ และมหา ภารตะ 3. มีความกาวหนาดานวิทยาศาสตรและคณิตศาสตร เชน การคิดคน เลขศูนย (0) และระบบตัวเลขฮินดู-อารบิก 4. มีความเจริญดานศิลปะ สถาปตยกรรม และประติมากรรม เชน สถูป เสาอโศก และถํ้าอชันตา 5. เปนศูนยกลางการคาและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับดินแดนตาง ๆ 6. มีอิทธิพลตอภาษา วัฒนธรรม ประเพณี และการปกครองของ หลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทย
สรุปอารยธรรมอินเดียเปนหนึ่งในอารยธรรมที่เกา แกและสําคัญของโลก เริ่มตนจากอารยธรรมลุม แมนํ้าสินธุ และพัฒนาตอมาในยุคพระเวท มี ความเจริญในดานศาสนา การปกครอง ศิลปะ วรรณกรรม วิทยาศาสตร คณิตศาสตร เศรษฐกิจ และการคา อินเดียยังเปนแหลงกําเนิดของศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ ศาสนาเชน และศาสนาซิกข รวมทั้งเปนผูคิดคนเลขศูนยและระบบตัวเลข ฮินดู-อารบิก นอกจากนี้ อารยธรรมอินเดีย ยังสงอิทธิพลตอหลายประเทศ โดยเฉพาะ ประเทศไทย ทั้งดานศาสนา ภาษา ศิลป วัฒนธรรม และประเพณี จึงนับวาเปน อารยธรรมที่มีคุณคาและมีความสําคัญตอ โลกมาจนถึงปจจุบัน
บรรณานุกรม•กระทรวงศึกษาธิการ. (2566). หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ประวัติศาสตรสากล ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 2. กรุงเทพมหานคร: สกสค. ลาดพราว. •ชาญวิทย เกษตรศิริ. (2559). อารยธรรม โลก. กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิโครงการตํารา สังคมศาสตรและมนุษยศาสตร. •สุจิตต วงษเทศ. (2558). ประวัติศาสตรโลก และอารยธรรมโบราณ. กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพมติชน. •วิไลเลขา ถาวรธนสาร. (2560). ประวัติศาสตรสากล. กรุงเทพมหานคร: สํานัก พิมพแหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. •กรมศิลปากร. ประวัติศาสตรและอารยธรรม อินเดีย. กรุงเทพมหานคร: กรมศิลปากร