สาระมาตรฐาน/ตัวชี้วัด สาระที่ ๓ การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และ ความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ ตัวชี้วัด ท ๓.๑ ม.๑/๕ พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ศึกษาค้นคว้าจากการดู ฟังและพูด ท ๓.๑ ม.๑/๖ มีมารยาทในการฟังการดู และการพูด สาระที่4 หลักการใช้ภาษา มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและ พลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ตัวชีวัด ท ๔.๑ ม.๑/๔ วิเคราะห์ความแตกแต่งของภาษาพูดและภาษาเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ รักความเป็นไทย จุดประสงค์การเรียนรู้ ๑. นักเรียนสามารถวิเคราะห์ลักษณะของภาษาพูดและภาษาเขียนได้ ๒. นักเรียนสามารถพูดรายงานจากการศึกษาค้นคว้าได้อย่างถูกต้อง ๓. นักเรียนเห็นคุณค่าของภาษาไทย ใช้ภาษาอย่างถูกต้องและมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด ได้อย่างเหมาะสม สมรรถนะของผู้เรียน ๑. ความสามารถในการสื่อสาร
แสงสว่างจากหน้าจอสมาร์ตโฟนสะท้อนอยู่ในดวงตาของ แทนทัพ เด็กหนุ่มวัย ๓ ปี นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่๑/๑ ในห้องนอนที่มืดมิด สำหรับเด็กยุคดิจิทัลอย่างเขา โลกออนไลน์กลายเป็น ศูนย์รวมความบันเทิงและเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองที่เขาใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุด สื่อดิจิทัลเข้า มามีอิทธิพลเหนือการดำเนินชีวิตตั้งแต่ยามตื่นนอนจนถึงยามหลับตา การสื่อสารพูดคุยกับเพื่อนๆ ๓๒ คน และ ครูนิรมล ครูประจำชั้นในกลุ่มแซต “ห้องมัธยมศึกษาปีที่๑/๑” กลายเป็นกิจกรรม ประจำวันที่ขาดไม่ได้ ยิ่งใช้เวลาบนหน้าจอมากเท่าไหร่ แทนทัพก์ยิ่งซึมซับพฤติกรรม ค่านิยม และ ภาษาแปลก ๆ เข้ามาโดยไม่รู้ตัวพฤติกรรมการพิมพ์แชตของเขาก็เปลี่ยนไป ภาษาสแลงเฉพาะกลุ่ม ถูกนำมาใช้แทนคำภาษาไทยมาตรฐานด้วยความคึกคะนอง และต้องการความสะดวกรวดเร็วใน การกดพิมพ์ตัวอักษรบนหน้าจอ บทสนทนาระหว่างแทนทัพกับครูนิรมล ครูประจำชั้น ม.๑/๑ ในแชทกลุ่มห้อง โดยคำพูดของแทนทัพในการสนทนามีแต่ภาษาวิบัติหรือภาษาวัยรุ่นที่รู้กันเฉพาะกลุ่ม คำสะกดผิดเพี้ยนเหล่านี้หลุดออกมาจนกลายเป็นนิสัย และแพร่กระจายไปในกลุ่มเพื่อนๆ โดยไม่มี ใครตระหนักเลยว่าสิ่งนี้กำลังนำไปสู่ภาวะภาษาวิบัติในสังคมเด็กและเยาวชนยุคใหม่ ซึ่งบทสนทนา บางคำแม้แต่ครูนิรมลก็ยังไม่ทราบความหมายเลยด้วยซ้ำ ซึ่งแทนทัพชอบพูดจนติดเป็นนิสัย เพื่อน ในห้องบางคนซึมซับและนำภาษาเหล่านี้ไปใช้เป็นภาษา พูดจนเกิดเป็นค่านิยมที่ผิด ๆ ภาษาวิบัติ...วิกฤตภาษาไทยยุคดิจิทัล
กระทั่งวันงานประจำปีของโรงเรียนมาถึง นักเรียนชั้น ม.๑/๑ ร่วมใจกันแสดงศิลปวัฒนธรรม ไทยบนเวทีได้อย่างดงาม หลังจบการแสดงด้วยความอยากได้เครดิตและคำชมจากเพื่อน ๆ ในโซ เชียล แทนทัพตั้งใจที่จะโพสต์บรรยากาศการแสดงในงานประจำปีของโรงเรียนลงบนโซเซียลมีเดีย ส่วนตัวโดยขณะที่โพสต์แทนทัพใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสมพร้อมแคปชันภาษาวัยรุ่นสุดเพี้ยน ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับไม่เป็นไปอย่างที่คิดโพสต์ของแทนทัพถูกแชร์ต่อไปปรากฏบนเว็บไซต์ สังคมออนไลน์ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบโพสต์ของแทนทัพทำให้คนในสังคมออนไลน์ต่างพากัน ตำหนิทั้งตัวแทนทัพและลามไปถึงโรงเรียน เกิดเป็นประเต็นตราม่าที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียง ของโรงเรียนอย่างมากจนทำให้แทนทัพต้องตัดสินใจลบโพสต์ดังกล่าว “แต่งชุดไทยงดงาม แต่เขียนภาษาไทยวิบัติจนอ่านไม่รู้เรื่อง!” “เด็กสมัยนี้ไร้มารยาทในการใช้ภาษา ไม่รู้จักกาลเทศะ ทำเสียชื่อเสียงโรงเรียนหมด!” คาบเรียนวิชาภาษาไทย ในคาบเรียนวิชาภาษาไทยถัดมาครูนิรมลไม่ได้ต่อว่าแทนทัพตรง ๆ แต่หยิบยกสถานการณ์ ภาษาไทยในยุค ดิจิทัลขึ้นมาเป็นบทเรียนในชั้นเรียน โดยครูทำหน้าที่เป็นคู่คิดและพี่เลี้ยงคอย ชี้แนะ “นักเรียนคะ การใช้ภาษาแชตหรือภาษาวัยรุ่น แม้จะสะดวก แต่มันอาจสร้างความ เสียหายมากกว่าที่คิดหากเราใช้ผิดกาลเทศะ” ครูนถุมลกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ภาษาไทยคือเอกลักษณ์ของชาติ หากเราทุกคนช่วยกันอนุรักษ์และใช้ภาษาให้ถูกต้อง และมีกาลเทศะ ภาษาของเราก็จะคงคุณค่าอยู่อย่างงดงาม” บทเรียนราคาแพงในครั้งนี้ทำให้ แทนทัพและเพื่อนๆ ได้สติ แทนทัพตั้งใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการพิมพ์และการสื่อสารใหม่ให้ ถูกต้อง และพร้อมจะใช้ภาษาไทยอย่างภาคภูมิใจทั้งในโลกจริงและโลกออนไลน์ ภาษาวิบัติเหล่านี้เป็นภาษาที่วัยรุ่นเปลี่ยนแปลงมา หากปล่อยให้วัยรุ่นดัดแปลงไป เรื่อย ๆ วันหนึ่งอาจทำให้รากเหง้าตั้งเดิมของภาษาไทยสูญหายไปฉะนั้นแล้ววัยรุ่นไทยควร ช่วยอนุรักษ์และรักษาคุณค่าของภาษาไทยให้คงความถูกต้องงดงามดังเช่นที่เคยเป็นมาตลอด
อธิบายเพิ่ม เติมความรู้ ภาษาพูดมีลักษณะ ได้แก่ ๑. การพูดช้ำ เช่น นิ่ง ๆ เฉย ๆ หนังสือหนังหา หลายสิ่งหลายอย่าง ๒. ใช้คำที่ไม่ชัดเจน เช่น อะไรต่ออะไร อะไรพวกนี้ ๓. ใช้คำลงท้าย เช่น ครับ ค่ะ ๔. ใช้ประโยคที่ไม่มีประธาน เช่น ทำเสร็จแล้ว นึกว่าไม่มา ๕. ใช้ประโยคที่ไม่มีกริยา เช่น วันนี้วันจันทร์ คนนั้นเพื่อนฉัน ภาษาเขียนมีลักษณะ ได้แก่ ๑. เคร่งครัดในหลักภาษาใช้คำและโครงสร้างประโยคถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ ๒. เป็นลายลักษณ์อักษรบันทึกเป็นตัวหนังสือเพื่อ ใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้ ๓. ใช้ถ้อยคำสุภาพหลีกเลี่ยงคำสบถ คำแสลง หรือคำภาษาพูดที่ไม่เป็นทางการ ๔. มีความประณีตและเป็นแบบแผน มีการเลือกสรรคำศัพท์เฉพาะ คำศัพท์วิชาการ หรือคำราชา ศัพท์ตามความเหมาะสมของกาลเทศะ ภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาพูดหรือภาษาปาก คือภาษาที่ใช้พูดกันในกลุ่มคนพวกเดียวกัน เช่น กลุ่มเพื่อน จึงไม่ เคร่งครัดเรื่อง ข้อบังคับ ใช้ภาษาแสลง อาจไม่สุภาพบ้าง หยาบคายบ้าง ภาษาปากอาจนำไปใช้ ในการเขียนได้ เช่น เป็นคำพูด ตัวละครในนิยาย บทละคร บทภาพยนตร์ เพื่อความสมจริงของ งานนั้นๆ ภาษาเขียน หมายถึง ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารโดยรายลักษณ์อักษร เขียนบรรยายหรือพรรณนาที่ ลักษณะเคร่งครัดในหลักทางภาษา ผู้เขียนไม่สามารถโต้ตอบกับผู้อ่านได้ทันทีเหมือนการสนทนา ดังนั้นจึงต้องเลือกใช้คำให้ถูกต้อง ชัดเจน เป็นระเบียบ และเหมาะสมกับจุดประสงค์
ความแตกต่างระหว่างภาษาพูดและภาษาเขียน การที่จะตัดสินว่าคำใดเป็นภาษาพูด คำใดเป็นภาษาเขียน ขึ้นอยู่กับกาลเทศะในการใช้คำนั้น บาง คำใช้เป็นภาษาเขียนอย่างเดียว บางคำใช้พูดอย่างเดียว แต่บางคำอาจเป็นทั้งภาษาพูดและภาษา เขียนก็ได้ ความแตกต่างระหว่างภาษาพูดกับภาษาเขียนมี ดังนี้ ๑. ภาษาเขียนไม่ใช้ถ้อยคำหลายคำที่เราใช้ในภาษาพูดเท่านั้น เช่น เยอะแยะ โอ้โฮ ๒. ภาษาเขียนไม่มีสำนวนเปรียบเทียบ เช่น ชักดาบ พลิกล็อก โดดร่ม ๓. ภาษาเขียนมีการเรียบเรียงถ้อยคำที่สละสลวยชัดเจน ๔. ภาษาเขียน เมื่อเขียนเสร็จเรียบร้อยแล้วผู้เขียนไม่มีโอกาสแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าเป็นภาษา พูด ผู้พูดมีโอกาสชี้แจงแก้ไขในตอนท้ายได้ ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างภาษาพูดและภาษาเขียน ภาษาพูด ภาษาเขียน ๑.เป็นภาษาเฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะวัย วัยโจ๋ เจ๋ง แห้ว ตัวอย่าง: คาบต่อไปวัยโจ๋เรียนไรจ๊ะ ๑. เป็นภาษามาตรฐาน ภาษาแบบแผน หรือ ภาษาสุภาพที่ใช้เป็นทางการ วัยรุ่น เยี่ยมมาก ผิดหวัง ตัวอย่าง: วัยรุ่นไทยสมัยนี้ชอบสื่อสารผ่านโลก ออนไลน์ ๒.เป็นภาษาไทยแท้ คือ ภาษาชาวบ้าน เข้าใจ ง่าย ผัวเมีย หนัง ตัวอย่าง: วันนี้ฉันดูหนังช่อง ๗ ในทีวี ๒. เป็นคำบาลี-สันสกฤต คำสุภาพ หรือราชาศัพท์ สามี ภรรยา ภาพยนต์ ตัวอย่าง: พ่อแม่ฉันเป็นสามี ภรรยากันมา ๑๐ ปี แล้ว
๓.เปลี่ยนแปลงเสียงสระ-เสียงพยัญชนะ ตัด ตัดคำสั้นลง จริงอ่ะป่าว ตัวอย่าง:วันนี้ราคาน้ำมันลงจริงอะป่าว ๓. มีการสะกดคำถูกต้องตามหลักอักขรวิธี มีเสียง พยัญชนะและสระครบถ้วน ไม่ตัดคำให้สั้นลง จริงหรือเปล่า ตัวอย่าง:วันนี้ราคาน้ำมันลงจริงหรือเปล่า ๔.ยืมคำภาษาต่างประเทศ และและและตัด คำให้สั้นลง เว่อร์(Over) จอย(Enjoy) ก๊อบ(Coppy) ตัวอย่าง:งานนี้อย่าลืมก๊อบไฟล์เก็บไว้ใน แฟลชไดรฟ์ด้วย ๔. ใช้คำไทยแปลความหมายอย่างถูกต้อง หรือใช้ ศัพท์บัญญัติแทนการทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ เกินควร เกินกำหนด สนุก เพลิดเพลิน สำเนา ต้นฉบับ ตัวอย่าง:ทางเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องตรวจสอบ เอกสารต้นฉบับเพื่อยืนยันความถูกต้อง ระดับภาษา หมายถึง รูปแบบการใช้ภาษาในการสื่อสารที่แตกต่างกันตามความเหมาะสม ของบุคคล โอกาส สถานที่ สถานการณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง และจุดประสงค์ในการ สื่อสารระดับภาษา คือ คามแตกต่างของภาษาทั้งภาษาพูด พูดภาษาเขียน ซึ่งควรใช้ให้เหมาะสม กับฐานะของบุคคลและกาลเทศะในการสื่อสาร ในการเลือกใช้ภาษาควรคำนึงถึงความเหมาะสมภาษาพูดไม่เป็นทางการ ส่วนภาษาเขียนเป็น ทางการมีการเรียบเรียง ขึ้นเป็นพิเศษซึ่งต่างจากภาษาพูด บางสำนวนหรือคำลงท้ายต่าง ๆ ใน ภาษาพูด เช่น กัน นี่ น่ะ สิ ละ อาจถูกตัดทิ้งเมื่อเรียบเรียงเป็นภาษาเขียน อีกทั้งภาษาเขียนต้อง เขียนให้ถูกต้องตามพจนานุกรมในขณะที่ภาษาพูดอาจออกเสียงไม่ตรงกับรูปที่เขียน ภาษาระดับพิธีการ (ภาษาเขียน) คือภาษาที่มีระเบียบแบบแผนถูกต้องตามหลักไวยากรณ์มีการ ประดิษฐ์คำให้สละสลวยประณีตใช้ในโอกาสสำคัญต่าง ๆ เช่น การรายงานในราชพิธี วรรณกรรมชั้นสูง ตัวอย่าง: “ขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงดลบันดาลให้ท่าน ประสบแต่ความสุขความเจริญ” ระดับภาษา
ภาษาระดับทางการ (ภาษาเขียน) คือภาษาที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์เน้นการสื่อสารถูกต้อง ตรงประเด็นกระชับมักใช้ในโอกาสที่เป็นทางการ เช่น ประกาศหรือจดหมายราชการ ตัวอย่าง: “รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการศึกษา เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศให้มี คุณภาพ” ภาษาระดับกึ่งทางการ (ใช้ได้ทั้งภาษาเขียนและภาษาพูดขึ้นอยู่กับสถานการณ์) คือภาษาที่ไม่ เคร่งครัดแบบแผนแต่ยังคงความสุภาพอาจมีคำพูดเป็นกันเองรวมอยู่ในบทสนทนาด้วยมักใช้ใน การเสวนา อภิปราย การพูดบรรยายในห้องประชุมขนาดย่อม ตัวอย่าง: “อาจารย์จะมาบรรยายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้พวกเราฟังในคาบเรียนนี้” ภาษาระดับไม่เป็นทางการ (ภาษาพูด) คือภาษาที่ใช้สื่อสารกันในชีวิตประจำวั มักใช้ถ้อยคำ เข้าใจง่าย แต่ยังคงความสุภาพใช้สนทนากับบุคคลที่ไม่สนิทหรือในรายการบันเทิง ตัวอย่าง: “พวกเราวางแผนว่าจะไปเที่ยวทะเลกันช่วงวันหยุดยาวสัปดาห์หน้า” ภาษาระดับกันเอง (ภาษาพูด) หมายถึง ภาษาที่ไม่คำนึงถึงระเบียบแบบแผน มักใช้ในบท สนทนากับคนสนิทสนทนาเรื่องส่วนตัวมีคำไม่สุภาพ คำแสลง คำตัด รวมอยู่ด้วย ตัวอย่าง: “แก วันนี้เราไปกินหมูกระทะกันป่ะ หิวมากเลย”
๑. เนื้อหาต้องตรงตามเรื่องหรือประเด็นที่กำหนด ข้อมูลที่นำเสนอควรเกี่ยวข้องกับหัวข้อที่ศึกษา ค้นคว้าโดยตรง ไม่กล่าวถึงเรื่องอื่นที่ไม่จำเป็น ๒. เนื้อหาต้องถูกต้องและน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่นำมารายงานควรเป็นข้อเท็จจริงที่ผ่านการตรวจสอบ และได้มาจากแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ ๓. เนื้อหาต้องเรียงลำดับอย่างเป็นระบบ ควรจัดเนื้อหาให้มีความต่อเนื่องและสัมพันธ์กัน เพื่อให้ ผู้ฟังติดตามได้ง่าย โดยทั่วไปสามารถแบ่งการพูดรายงานออกเป็น ๓ ส่วน ได้แก่ - ส่วนนำ กล่าวทักทาย แนะนำหัวข้อ จุดประสงค์ หรือความสำคัญของเรื่องที่จะรายงาน - ส่วนเนื้อหา นำเสนอข้อมูลและรายละเอียดตามประเด็นที่ศึกษาค้นคว้า โดยเรียงลำดับให้ เหมาะสม เช่น เรียงตามเวลา เหตุและผล หรือจากเรื่องทั่วไปไปสู่เรื่องเฉพาะ - ส่วนสรุป ทบทวนสาระสำคัญหรือข้อค้นพบที่ต้องการให้ผู้ฟังจดจำ อาจกล่าวถึงข้อเสนอแนะ หรือประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษาเพิ่มเติมได้ ๑.ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับบุคคลและสถานการณ์การพูดรายงานในชั้นเรียนเป็นการสื่อสารที่ ค่อนข้างเป็นทางการ จึงควรใช้ ภาษาระดับกึ่งทางการหรือภาษาทางการ ตามความเหมาะสม หลีกเลี่ยงคำหยาบ คำสแลง หรือถ้อยคำที่เป็นกันเองมากเกินไป ๒. ใช้ภาษากระชับ ไม่ฟุ่มเฟือยควรตัดคำหรือข้อความที่ไม่จำเป็น รวมทั้งหลีกเลี่ยงการกล่าวซ้ำ โดยไม่มีจุดประสงค์ พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ศึกษาค้นค้า เนื้อหาที่ใช้ในการพูดรายงานควรมีลักษณะดังนี้ ภาษาที่ใช้ในการพูดรายงาน การพูดรายงานการศึกษาค้นคว้า คือ การบอกเล่า ชี้แจง รายงานผลจากเรื่องที่ศึกษา ค้นคว้าการพูดรายงานมีความสำคัญในฐานะที่เป็นการเผยแพร่ความรู้ ความคิด เพื่อสร้าง ความเจริญงอกงามทางสติปัญญา ดังนั้นจึงถือว่า การพูดรายงานเป็นทักษะที่ควรฝึกฝนให้ เกิดความชำนาญการ
ตัวอย่างการพูดรายงานจากการศึกษาค้นคว้า ข้อควรปฏิบัติเกี่ยวกับมารยาทในการพูดที่ดี ๑. ท่าทางในการยืน นั่ง ควรสง่าผ่าเผย การใช้ท่าทางประกอบการพูดก็มีความสำคัญ เช่น การใช้ มือ นิ้ว จะช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจเรื่องราวได้ง่ายยิ่งขึ้น ๒. พูดด้วยท่าทางและกิริยานุ่มนวล เวลาพูดต้องสบตาผู้ฟังด้วย และพูดเรื่องใกล้ตัวให้ทุกคนรู้เรื่อง ควรเป็นเรื่องสนุกสนานแต่มีสาระ ๓. พูดด้วยวาจาสุภาพ แสดงหน้าตาที่ยิ้มแย้ม ไม่พูดอวดตนข่มผู้อื่น และยอมรับฟังความคิดของ ผู้อื่นเป็นสำคัญ ๔. หากนำคำกล่าวของบุคคลอื่นมากล่าว ต้องระบุนามหรือแหล่งที่มา เป็นการให้เกียรติบุคคลที่ กล่าวถึง ๕. ออกเสียงพูดให้ชัดเจน ดังพอประมาณ ไม่ควรตะโกนหรือพูดค่อยเกินไป ๖. แสดงบุคลิกภาพอย่างเหมาะสม ไม่ควรแสดงพฤติกรรมที่ไม่มีมารยาท และแสดงถึงความไม่ มั่นใจในตนเอง การมีมารยาทในการพูด มารยาทในการพูด หมายถึง ผู้พูดที่มีกิริยาวาจาเรียบร้อย ท่าทางสง่างาม อ่อนโยนสุภาพ หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ไมใช้ท่าทางประกอบคำพูดให้มากจนเกินไป ย่อมช่วยเสริมสร้างให้ผู้ฟัง เกิดความเชื่อถือเลื่อมใสผู้พูดได้เป็นอันมาก
อ่านเสริมเติมความรู้
อ่านเพิ่มเติมความหมาย ตัวอย่างประโยค โพสต์ ฉันชอบโพสต์รูปภาพลงในอินเทอร์เน็ต วิบัติ การใช้ภาษาผิด ๆ อาจทำให้ภาษาไทยเกิดความวิบัติได้ สแลง วัยรุ่นมักใช้คำสแลงใหม่ ๆ ในการพูดคุยกับกลุ่มเพื่อน คำศัพท์ ความหมาย ตัวอักษร สัญลักษณ์หรือเครื่องหมายที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้แทนเสียงพูด สื่อสาร การถ่ายทอดแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ความคิด โพสต์ ลงข้อความหรือรูปภาพบนเว็บบอร์ด ทางออนไลน์ เครดิต ชื่อเสียงหรือความน่าเชื่อถือ ซึมซับ ค่อย ๆ จดจำหรือเรียนรู้ไปทีละนิด วิบัติ ความหายนะ หรือความผิดเพี้ยนไปในทางที่แย่ลง สถานการณ์ เรื่องราว บรรยากาศที่กำลังเป็นไปในตอนนี้ อิทธิพล อำนาจที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เยาวชน เด็กและวัยรุ่น หรือคนรุ่นใหม่ บันเทิง ความรู้สึกสนุกสนาน ไม่เครียด เว็บไซต์ กลุ่มของหน้าเว็บเพจที่เกี่ยวข้องกัน อนุรักษ์ การรักษาให้คงเดิมไม่ให้สูญหายไป สแลง ถ้อยคำหรือสำนวนที่ใช้เข้าใจกันเฉพาะกลุ่มหรืระยะเวลา หนึ่ง มารยาท การเกรงใจและให้เกียรติผู้อื่น วิจารณ์ การแสดงคิดเห็นแลกเปลี่ยนมุมมอง
ทำเพิ่ม เสริมทักษะ ๑. ให้นักเรียนเขียนภัยอันตรายจากการใช้ภาษาวิบัติในโลกออนไลน์โซเซียลมีเดีย ๒.ให้นักเรียนศึกษาคำศัพท์เพิ่มเติมแล้วเขียนจำแนกระหว่างภาษาพูดและภาษาเขียน ๓. ให้ศึกษาค้นคว้าเรื่องที่ตนเองสนใจแล้วนำมารายงานหน้าชั้นเรียน (ครูสังเกตนักเรียนว่ามี มารยาทในการฟังการดูและการพูดหรือไม่ ชวนคิด ลองทำ พิชิตความรู้ ๑. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มแล้วให้ลองพูดกับเพื่อนภายในกลุ่ม (เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนใช้ภาษาพูดที่ ถูกต้อง)หลังจากนั้นให้นักเรียนเขียนข้อบกพร่องทางภาษาของเพื่อน) ๒. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มแสดงบทบาทสมมติเกี่ยวกับ เรื่องการใช้ภาษาในการสนทนาที่ถูกต้องของ วัยรุ่นปัจจุบัน (เพื่อให้นักเรียนได้ใช้ภาษาพูดในการสื่อสารได้ถูกต้อง) ๓.ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มสรุปเนื้อหาจากคลิปวีดีโอใน YouTube ที่สนใจแล้วให้นำเสนอหน้าชั้น เรียนพร้อมบอกข้อถูกต้องและข้อผิดพลาดในการใช้ภาษาจากคลิปวีดีโอดังกล่าว